ปิโตรดอลลาร์ ระบบที่เปลี่ยน "กระดาษ" ให้เป็น "อำนาจ" ครองโลก
รู้ไหมว่าทำไมสหรัฐฯ ถึงสามารถพิมพ์เงินออกมาได้มหาศาล โดยที่ยังรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไว้ได้?? คำตอบอยู่ที่ “น้ำมัน” และนี่คือเรื่องราวของระบบที่ชื่อว่า “ปิโตรดอลลาร์” ที่กำลังถูกเขย่าแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ!
.
ย้อนกลับไปปี 1971 ทั่วโลกต่างตกตะลึงเมื่อประธานาธิบดีคนที่ 37 ของสหรัฐอเมริกา ‘ริชาร์ด นิกสัน’ ยกเลิกการใช้ดอลลาร์เป็นอัตราแลกเปลี่ยนทองคำ (Nixon Shock) จากวิกฤติความเชื่อมั่นและปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า เมื่อไม่มีการแลกเปลี่ยนด้วยอัตราคงที่ เงินดอลลาร์สหรัฐจึงเปลี่ยนจากเงินที่ผูกกับทองคำ มาเป็นสกุลเงินที่อิงกับความเชื่อมั่นและอำนาจทางเศรษฐกิจ
.
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวสหรัฐฯ จึงทำข้อตกลงกับซาอุดีอาระเบีย ประเทศชั้นนำของกลุ่ม OPEC ในปี 1974 โดยมีเงื่อนไขว่าซาอุฯ ต้องขายน้ำมันเป็น “ดอลลาร์สหรัฐ” เท่านั้น และนำเงินดอลลาร์ที่ได้จากการขายน้ำมัน (Petrodollar Recycling) มาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ จะสนับสนุนทางการทหารและการขายอาวุธอันทันสมัยแก่ซาอุฯ ผลลัพธ์คือประเทศคู่ค้าน้ำมันทั่วโลก “ต้อง” มีดอลลาร์เก็บไว้ในคลังเพื่อซื้อน้ำมัน ความต้องการดอลลาร์จึงพุ่งสูงขึ้นมหาศาลโดยอัตโนมัติ กลายเป็นต้นกำเนิดระบบ “ปิโตรดอลลาร์”
.
ระบบปิโตรดอลลาร์ทำให้สหรัฐฯ ได้รับสิทธิที่ไม่มีชาติไหนทำได้ ไม่ว่าจะเป็น การพิมพ์เงินโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเฟ้อเท่าประเทศอื่น เพราะทั้งโลกต้องการเงินดอลลาร์สำหรับซื้อน้ำมัน รวมถึงการใช้เงินดอลลาร์เป็นอาวุธทางการเงินกดดันประเทศต่าง ๆ ผ่านระบบการเงินและธนาคารโลก
.
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ระบบนี้เหมือนไม่มีวันล่มสลาย แต่ปัจจุบันกระแส De-dollarization หรือการลดการพึ่งพาสกุลดอลลาร์สหรัฐกำลังแผ่ขยาย บางประเทศเริ่มซื้อขายน้ำมันด้วยสกุลเงินตนเอง อาทิ จีน, รัสเซีย, ประเทศกลุ่ม BRICS ทำให้เงินดอลลาร์อาจไม่ “ทรงพลัง” เท่าเดิมอีกต่อไป
.
แล้วโลกใบใหม่จะเป็นอย่างไร?
.
ถ้าปิโตรดอลลาร์ถูกลดความเชื่อมั่นไปเรื่อยๆ ในที่สุด โลกจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สหรัฐฯ: อาจสูญเสียอำนาจในการคว่ำบาตร และเผชิญภาวะเงินเฟ้อที่คุมยากขึ้น
หลายขั้วอำนาจ: เงินหยวน รูปี หรือสกุลเงินดิจิทัล (CBDC) จะมีบทบาทมากขึ้น
ไทย: ต้องปรับตัวทั้งการบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศ และการวางบาทบาทท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
.
แม้เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจากนี้ไประบบเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน และอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปในระยะยาว
